Dhamma for Life

"เราจะเป็นชาวพุทธที่แท้จริงนะ เราต้องศึกษาสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน ศึกษาอย่างเดียวไม่พอนะ ต้องลงมือปฏิบัติจริงๆ ด้วยจนเห็นผล พอเห็นผลแล้ว เราก็มีหน้าที่บอกต่อ เนี่ยหน้าที่ของชาวพุทธนะ ตัวเองต้องศึกษา ต้องฟังก่อน ว่าพระพุทธเจ้าสอนอะไร เรียกว่าเรียนปริยัตินั้นเอง แล้วก็ลงมือปฏิบัติว่าได้ผลแล้วก็ต้องบอกต่อ ศาสนาถึงจะดำรงอยู่ได้ แต่ละคนมีภารกิจ อย่านึกว่าแค่ว่าเราจะมาฟังธรรมะเล่นๆ แต่ละคนมีความสำคัญทั้งนั้น"


"หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลาจะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป เพราะถึงเวลานั้น พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกนานแสนนาน"

...หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช...สวนสันติธรรม...
Showing posts with label Dhamma of the Day. Show all posts
Showing posts with label Dhamma of the Day. Show all posts

Dec 4, 2012

คนจรจัด หัวใจทองคำ - ศิิริธร โยธิน (เขียว) รักในหลวงยิ่งชีพ - จากรายการคนค้นคน





สมบัตินอกกาย กลับกลายเป็น สมบัติผลัดกันชมทันที ที่เมื่อเจ้าของสิ้นลมหายใจ ไม่สามารถนำติดตัวไปในภพหน้าได้
แต่สมบัติแห่งความดี กลับติดตัวผู้ที่ทำความดีนั้น เพื่อเป็นเสบียงไว้เลี้ยงตัวในภพหน้า หรือแม้ในขณะยังมีลมหายใจอยู่ ไม่มีใครยื้อแย่งจากผู้ที่ทำความดีนั้นไปได้ อย่างเช่น ศิริธร โยธิน ที่มีความดีจากใจ ไว้ให้เราได้ชื่นชม และเป็นตัวอย่าง ให้เราไ่ม่ท้อที่จะทำความดี แม้ไม่มีใครเห็นก็ตาม 

ธรรมะ มีอยู่ทุกที่ แม้ในคนจรจัด คนเก็บขยะ อยู่ที่ว่าเราจะมองเห็นและนำมาปฎิบัติ และสอนใจเราหรือไม่

เป็นวันที่มีความสุข อิ่มใจอีกหนึ่งวันที่ได้เห็น คนดีของสังคมในบ้านเรา

ขอขอบคุณรายการ คนค้นคน ที่ผลิตรายการดีๆ ให้ได้ชมกัน 

================

Feb 17, 2011

Virtues Of Man - Five Precepts ศีลห้าทำให้ร่ำรวย - ตอน ๑


เชื่อหรือไม่ ว่า ศีลห้า ทำให้เราได้มีโอกาสเกิดมาเป็นมนุษย์ นอกจากนั้นยังมีอานิสงฆ์ ทำให้เราร่่ำรวย ทรัพย์สมบัติอีกด้วย ... ลองอ่านดูก่อน ก่อนที่จะเชื่อ


หลายคน ชอบตัดพ้อต่อว่าโชคชะตา (รวมทั้งผู้เขียนเอง) ว่า ทำไมเกิดมาต้อง ทำงานหนักอย่างกับทาส ตื่นแต่เช้ามืด เพื่อไปผจญรถติดบนท้องถนน กว่าจะถึงที่ทำงานก็เล่นเอาแทบหมดแรง ได้เงินเดือนมาเท่าไหร่ ก็ไม่เคยเหลือ แถมบางเดือนติดลบ คิดยังไม่พอดันเกิดโทสะพาลเพ่งโทษคนอื่น แล้วไปลงที่เจ้านายและบริษัทว่า ฉันทำงานแทบตาย มาเช้ากลับดึก นายยังขึ้นเงินเดือนให้กะจี็ดเดียวอีก พาลทำให้ตัวเองเครียดแบบไร้เหตุผล เจ็บใจฟรีโดยไม่มีใครเอาเข็มมาทิ่มแทง แต่ไม่เคยคิดโทษตัวเองเลย  อย่างนี้เรียกว่า ชอบสะสมทุกข์ เป็นงานอดิเรก (เพราะนึกว่าของฟรี) แถมพ่วงความเครียดไว้หลอกหลอน ทั้งยามตื่นแม้หลับก็ฝันร้าย

Jan 21, 2011

Born, Aging, Illness and Death...เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นของธรรมดา


ความจริงแท้ ที่มุนุษย์เราปฏิเสธไม่ได้ว่า เมื่อเราเกิดมา เราต้องยอมรับ ความแก่ ความเจ็บ และความตายด้วยเสร็จสรรพ (ของแถมที่ได้มาแบบไม่ได้ร้องขอ แต่ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้) และอาจจะต้องเวียนว่ายเกิดมาอีก (แต่จะเกิดเป็นอะไรนั้น ไม่รู้ได้) ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ วนเวียนอยู่ในวังวนนี้ อย่างที่ภาษาพระว่า "สังสารวัฏ" แต่พระพุทธเจ้าท่านได้แสดงธรรมไว้ให้เราปฏิบัติตาม มนุษย์มีความสามารถที่จะพัฒนาตน จนกระทั่งดับเหตุทั้งปวง เพื่อที่จะไม่ต้องกลับมาเกิดอีก ได้


ครั้งหนึ่งฟังเรื่องเล่าจากครูบาอาจารย์ ท่านเล่าถึงบรมครูของท่านให้เหล่าลูกศิษย์ฟังว่า มีผู้ปฏิบัติธรรมท่านหนึ่งได้กราบถามหลวงปู่ดูลย์ว่า  หลวงปู่ ทำไมหนูต้องเกิดมา หลวงปู่เมตตาตอบว่า "ไม่รู้" ("ไม่รู้" ในความหมายหลวงปู่นั้นหมายถึง เพราะ "ไม่รู้" จึงต้องเกิดมา) แต่ผู้ปฏิบัติท่านนั้น ก็ยังไม่เข้าใจ ก็ถามหลวงปู่อีก หลายครั้ง หลวงปู่ก็บอก ไม่รู้ และอีกครั้ง "ไม่รู้" ท้ายสุดนักปฏิบัติท่านนั้น ก็พูดว่า "ถ้าหลวงปู่ไม่รู้ แล้วใครจะรู้หล่ะ"  

Jan 7, 2011

Taste what is in the Heart...หากเราไม่ทิ้งธรรม ธรรมก็ไม่ทิ้งเรา


ภาวนานะแล้วชีวิตจะดีขึ้น อย่าทิ้งธรรมะนะแล้วธรรมะจะไม่ทิ้งเรา เคยทำชั่ว เคยทำผิด อย่าทำอีก ตั้งอกตั้งใจต่อสู้กิเลสนะ ไม่มีใครให้โอกาสกับชีวิตเรา ได้เท่าตัวเราเอง จำไว้อย่างหนึ่ง ถ้าเราไม่ทิ้งธรรมะ วันข้างหน้าเราต้องดีกว่านี้ แต่ถ้าเราทิ้งธรรมะเราตามอธรรมไป วันข้างหน้าก็ต้องเลวกว่านี้แน่ อดทนนะ อดทน ใครเคยผิดเคยพลาดก็ตั้งอกตั้งใจเอาใหม่ ไม่ทำอีก 

คำสอนของหลวงพ่อฯ ที่พร่ำสอนลูกศิษย์นั้น นอกจากจะเป็นแรงบันดาลใจ และกำลังใจให้กับลูกศิษย์ให้หมั่นเพียรปฏิบัติ มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตนแล้ว ธรรมของพระพุทธเจ้า ที่หลวงพ่อฯ นำมาพร่ำสอนลูกศิษย์ทั้งใกล้ไกลโพ้นทะเล ได้ประจักษ์แจ้งในใจ และเห็นผลจริงต่อผู้นำไปปฏิบัติ   ธรรมจะไม่ทิ้งเรา เมื่อเราไม่ทิ้งธรรม ดังตัวอย่างจดหมายข้างล่าง

ผู้เขียนขอถือวิสาสะ ขออนุญาติ นำมาแปะไว้ที่บ้าน ทั้งเพื่อเตือนใจ ให้กำลังใจตนเอง และเพื่อแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้ทุกคนได้อ่านกัน เผื่อว่ามีประโยชน์ ขออนุโมทนาบุญกับจ้าของจดหมายและที่มาของบทความ, http://www.dhammada.net/2011/01/03/6738/  มา ณ ที่นี้


Dec 10, 2010

ธรรมะ คำสอน...หลวงปู่ทวด วัดช้างไห้

ผ่านไปอีกเดือน เดือนแห่งการสังคม เดือนแห่งการนัดหมาย เมื่อไรที่ติดอยู่กับทางโลกิยะ มักจะหลงทางเสมอว่าประตูทางออกอยู่ตรงไหน

สองสามอาทิตย์ก่อน เพื่อนเก่าส่งเมล์  (forwarding mail) หัวข้อ "ธรรมะของหลวงปู่ทวด อ่านแล้วส่งต่อเพื่อเป็นธรรมทาน" คงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ที่อยู่ ๆ เพื่อนจะ forwarding mail  เรื่องที่ตรงกับเรื่องที่จิตกำลังคิด ณ ขณะนั้นมาให้  (ซึ่งกว่าจะหาเวลาเขียนได้ผู้เขียนก็หลงวนอยู่กับสังคมทางโลกอยู่นาน) หากเล่าเรื่องทำนองนี้ ให้เพื่อน ๆ หรือคนรู้จักกันฟัง เพื่อนจะหยอกกลับมาว่า แหมอย่างนี้  น่าจะคิดอยากได้เงินนะ จะได้คิดวัน ละหลายเที่ยว เผื่อว่าจะได้อย่างที่คิดบ้าง... อืม ก็เข้าท่านะ แต่คงเป็นไปได้ยาก เพราะถ้าเราคิดเพราะโลภ คงเป็นจริงยาก ว่าแล้ว เหล่าชน สุก ๆ ดิบ ๆ อย่างเราก็หัวเราะกันด้วยขำที่บางทีก็เผลอเพ้อเจ้อไป

Oct 13, 2010

Speculative opinion or wrong view ทิฐิ หรือทรรศนะ คือความเห็นต่าง ๆ

พูดถึงเรื่องทิฐิ หรือทรรศนะ คามเห็นต่าง ๆ ทำให้นึกถึงเหตุการณ์เกี่ยวกับพุทธศาสนาในบ้านเราขณะนี้  ที่มีความขัดแย้ง และทรรศนะแตกต่างกัน  อันที่จริงพระพุทธเจ้าท่านได้ประทานหลักในการตกลงใจว่าอะไรเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้า และอะไรไม่ใช่ ทั้งทางตรงคือพระธรรมวินัย ทั้งอุปมาคำสอน หรือเรื่องราวที่แทรกอยู่ในพระสูตรต่าง ๆ ดังตัวอย่างหนึ่งใน พรหมชาลสูตร ว่าด้วยเรื่อง ทิฐิ และความเห็น นำมาเรียบเรียงด้วยภาษาร่วมสมัย ให้อ่าน และเข้าใจง่าย โดยปราชญ์ผู้รู้ ท่านอาจารย์วศิน อิทสระ...พระไตปิฎก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้


ครั้งหนึ่งขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จพร้อมภิกษุจำนวนมากจากราชคฤห์ไปนาลันทา  นักบวชลัทธิหนึ่งชื่อ สุปปิยะ และลูกศิษย์ชื่อ พรหมทัต กำลังเดิินทางเช่นกัน  ระหว่างนั้น สุปปิยะ ผู้เป็นอาจารย์ ก็ได้กล่าวติเตียน พระพุทธเจ้า ส่วนพรหมทัต ลูกศิษย์กล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า ทั้งสองต่างขัดแย้งกันมาตลอดทาง  
พระพุทธเจ้าได้ประทับแรม ณ ตำหนักในหลวงที่พระราชอุทยานอัมพลัฏฐิกา (สวนมะม่วงหนุ่ม)  ส่วนนักบวชทั้งสองก็พักที่นั่นเช่นเดียวกัน  ต่างก็ยังโต้เถียงกันเหมือนเดิม จนกระทั่งรุ่งสาง


Sep 24, 2010

Dhamma..Dhammada ดับร้อน ถอนทุกข์-ศาสตร์แห่งการศึกษา ซึ่งต้องพิสูจน์



บ่อยครั้ง ที่เราปฎิเสธ และหลีกเลี่ยง ที่จะได้ยิน และได้เห็น ในสิ่งที่ไม่ตรงใจเรา ไม่ถูกใจเรา  หรืออาจทำให้เราเสียใจ ด้วยเพราะว่าธรรมชาติของมนุษย์ปุถุชนที่ยังมีกิเลส (รวมทั้งผู้เขียน) อยากได้สุข ไม่อยากเอาทุกข์

พระพุทธองค์สอนให้เรารู้จักทุกข์ เรียนรู้เพื่อเห็นทาง วางและดับทุกข์นั้น...ในที่สุด 
เราชาวพุทธ นับว่ามีบุญกว่าใครเพื่อนที่เกิดมาได้พบพระพุทธศาสนา ได้รับคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ถ่ายทอดผ่าน ครู บา อาจารย์ ตลอดจนปราชญ์ผู้รู้ และสาวกที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ อีกทั้งคำสอนของพระพุทธองค์ได้มีบันทึกไว้ให้ได้ศึกษากันอย่างกว้างขวางในคัมภัร์ี่เรียกว่า "พระไตรปิฎก" 


นอกจากนั้นชาวพุทธยังสามารถศึกษาหาอ่านได้จากหนังสือ ที่ครูบาอาจารย์ และปราชญ์ผู้รู้ทั้งหลายได้ถ่ายทอดด้วยภาษาง่าย ๆ อ่านง่าย เข้าใจง่าย มากมาย อาทิเช่น 
- หนังสือ “สมเด็จพระสังฆราชา”  รวมพระนิพนธ์ ของสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก,
จัดพิมพ์โดย ธรรมสถา   
- หนังสือ “พระไตรปิฎก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว”  เรียบเรียงโดย อาจารย์วศิน  อินทสระ

เป็นต้น...

Sep 3, 2010

Nothing happens by chance! บอกบุญ คุ้นใจ


Nothing happens by chance or by means of Good Luck or Bad Luck!
เป็นความจริงที่ว่า ทุกอย่างที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะโชคดีหรือโชคร้าย ก็ล้วนแล้วแต่มี ที่มา ที่ไป...เสมอ

ช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ตั้งใจไว้ว่าจะแบ่งเงินจำนวนหนึ่งที่เพื่อนต่างวัยน้ำใจมากหลาย ให้มาเป็นค่าแรงและน้ำมันรถที่ไปช่วยงาน ไปทำบุญที่วัดป่า สาขาหลวงพ่อชาให้เพื่อน แต่ดูเหมือนมีอะไรมาดลใจให้ให้ละล้าละลัง ให้รอก่อน จนถึงกลางเดือนที่แล้ว ก็ได้รับข่าวจากทางบ้านว่ายายเสีย ก็คิดไว้ว่า งั้นก็ไปทำบุญถึงยายฉันด้วยเลยทีเดียวแล้วกัน จะได้ไม่ต้องขับรถ ไป-มาไกล (ไป-กลับร่วมหกชั่วโมง) แต่ก็อีก ต้องมีเหตุดึงไว้อีก จนล่วงเลยมาเกือบถึงสิ้นเดือน ซึ่งเป็นอาทิตย์เดียวกันกับที่ได้ข่าวจากเพื่อนว่า ยายของเพื่อนต่างวัยเสีย  ในที่สุด เหตุปัจจัยก็ส่งผลให้ทุกอย่างที่ตั้งใจจะทำ ลงตัวเหมาะเจาะเอาอาทิตย์สุดท้ายของเดือน...ไปกลับในคราวเดียว แต่สำเร็จไปหลายอย่างในวันเดียว อย่างนี้ไม่เรียกว่า ธรรมจัดสรรได้อย่างไร...ผลที่ดี ย่อมมาจากเหตุที่ดีเสมอ ไม่มีเป็นอื่น...แน่นอน
ฉันได้ทำบุญ ถึงยาย ตา และ ญาติทั้งหลายที่ล่วงลับ และพร้อมกันนั้นฉันก็ได้โอกาสทำบุญถึงยายของเพื่อนต่างวัยด้วยที่เสียในวันเดียวกันกับวันฌาปนกิจศพของยายฉัน
ฉันถือโอกาสนี้เล่าถึงความดีมีน้ำใจของเพื่อนต่างวัยคนนี้สักเล็กน้อย ความเป็นคนใจดี และใจกว้างยิ่งแม่น้ำ ชอบช่วยเหลือคนตกทุกข์ได้ยาก และคอยห่วงใย เสมอต้นเสมอปลาย ไม่เฉพาะต่อฉัน หากแต่เสมอต่อคนอื่น แม้แรกรู้จัก ที่ประเสริฐในตัวเธอ (ตลอดระเวลาที่ฉันรู้จักเธอ) คือทุกลมหายใจ เข้า-ออกของเธอ คือแม่ ทำเพื่อแม่ ความดีเหล่านี้ ใครได้เห็นหรือได้ยิน ย่อมอนุโมทนา รวมทั้งฉันด้วย บุญ ส่งให้เธอได้ไปร่วมงานศพและส่งยายของเธอขึ้นสวรรค์ ขอผลบุญทั้งหลายถึงเพื่อนโดยไว คิดสิ่งใดสมปราถนา หมดทุกข์ มีสุข ทุกวันคืน  
บุญจากการภวายภัตตาหาร และของขบฉันจำเป็น อีกทั้งได้มีโอกาสถวายยา ที่ตรงกับโรคแด่ภิกษุที่กำลังป่วย  ได้ทำสำเร็จแล้ว  ให้เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หลานๆ และทุกคนที่แวะเวียนมาเยี่ยมบ้าน ร่วมอนุโมทนาบุญ และขอผลบุญนั้นถึงทั่ว...ทุกท่าน... 




















อาหารถวายพระ
ส้มตำไทย ข้าวเหนียว  
อาหารคาวแสนเรียบแบบอิสานบ้านเรา
ต้มข่าเต้าหู้เห็ดแชมปิญอง กับ ข้าวกล้องหอมมะลิ             - อาหารคาวแบบ มังสวิรัส
ยำวุ้นเส้นเห็ดหูหนู น้ำสลัดสไตล์ญี่ปุ่นบวกไทย โรยหน้าด้วยไข่ต้มสุก
สังขยาฟักทอง ของหวาน แบบไทยๆ  ที่คนอายุสี่สิบขึ้นไปรู้จักดี  แน่นอนว่า พระที่มาจากวัดป่า หรือวัดบ้านในเมืองไทย...ท่านรู้จักและคุ้นลิ้นเป็นอย่างดี (ท่านเมตตาอธิบายให้ญาติโยมชาวต่างชาติด้วย ว่า นี้ของหวานแบบไทย นี้ของหวานแบบยุโรป...สาธุ สาธุ)
ขาดไม่ได้ ของหวานแสนง่าย สไตล์ยุโรป...ชอคโกแลตพุดดิ้ง  
















บอกบุญ คุ้นใจ
พฤศจิกายน ๒๕๕๓  หลวงพ่อสุเมโธ จะกลับไปจำวัดที่ วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี เมืองไทย เป็นการถาวร หลังจากที่หลวงพ่อสุเมโธ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส และจำวัดอยู่ที่วัดอมราวดี ที่ลอนดอน มานานร่วม ๓๓ ปี

One who abides in Dhamma,
Who delights in Dhamma,
Who contempaltes Dhamma,
does not lose the Way.


Dhammapada v.364

Aug 15, 2010

Anangana Sutta-without blemish ผู้ไม่มีกิเลส



เมื่อไรเจ้า สมุทัย วายร้ายตัวดี มีพิษสงมากหลายตัวนี้เข้ามาจับจองพื้นที่ในจิตเมื่อไร ไอ้ที่บอกว่ามีสติและมั่นคงนักหนานั้น ก็มีอันซวนเซถูกสมุทัยต้อนเข้ามุมจนหมอบราบคาบ คางเหลืองได้เหมือนกัน  ไหนหล่ะ ที่ว่าเป็นคนดี มีจิตเมตตา ไม่พยาบาท คาดแค้นไง ที่แท้ก็พวกเดียวกับฉันนั่นแหล่ะ ฮี้โธ่ นึกว่าแน่ เมื่อเจ้าสมุทัย ต่อยหมัดหนักเข้าคาง แถมยิ้มเยาะ พร้อมหย่อนคำเย้ยแล้วจากไปอย่างผู้ชนะ ทำเอาเจ้าจิตสวย (ที่หลงคิดว่าตัวเอง จิตดี ไม่มีที่ติ) ลงไปนอนคางเหลือง หายใจรวยริน เห็นความจริงอีกครั้ง (นับไม่ถ้วน) ว่าที่หลงตัวเองอยู่นาน เป็นคนดี ตีบทคนใจบุญแตกนั้น ยังสอบไม่ผ่านแถมต้องช้ำใจที่ เมื่อเห็นอาสวะหนึบหนารอบจิตอีกหลายตัน...ไม่เป็นไรนะ ลุกขึ้นสู้ใหม่ หมั่นบริหารจิตไป  สักวันคงไม่ต้องระทมทุกข์กับ กิเลส ที่นับวันจะเห็นทับทวีคูณ จนสติกระเจิดกระเจิงเมื่อเจ้าสมุทัยเข้ามาปลุกปั่น..."

 
หนทางขัดเอาอาสวะให้หมดจากจิตได้  พระผู้รู้ สาวกของพระบรมครูท่านบอกไว้ว่า มีอยู่ทางเดียว  คือหมั่นบริหารจิต ศึกษาและปฎิบัติตามคำสอนของพระบรมครู...เท่านั้น...



ตามที่เคยเล่าไว้เกี่ยวกับมนุษย์ 4 จำพวก พระพุทธเจ้า แยกดีแยกเลว อยู่ที่รู้หรือไม่รู้  กิเลสเกิดแล้วรู้ทันตรงนั้นดี  อยู่ที่รู้ทันจิต มีอยู่ 4 พวก นั้น    หลายคนที่ยังไม่รู้ และยังสงสัย (รวมทั้งผู้เขียน) ว่า คนมีกิเลสเหมือนกันทำไม พวกหนี่งกลับบอกว่าดี และอีกพวกหนึ่งกลับบอกว่าใช้ไม่ได้

·                     พวกหนึ่ง จิตเป็นกุศลรู้ว่าเป็นกุศลนั้นดีเลิศ (ไม่มีกิเลสและรู้ว่าตนไม่มีกิเลส)
·                     พวกหนึ่ง จิตเป็นกุศลแล้วไม่รู้ว่าเป็นกุศล ใช้ไม่ได้ (ไม่มีกิเลส แต่ไม่รู้ว่าตนไม่มีกิเลส)
·                     พวกหนึ่ง จิตเป็นอกุศล รู้ว่ามีอกุศล ท่านบอกว่าดี (มีกิเลส และรู้ว่าตนมีกิเลส)
·                     พวกหนึ่ง จิตอกุศลเกิดแล้วไม่รู้ว่า อกุศลเกิด นี้ใช้ไม่ได้ (มีกิเลส แต่ไม่รู้ว่ามีกิเลส)

วันหนึ่ง ก็ได้คำเฉลย เมื่ออ่านไปเจอในหนังสือพระไตรปิฎก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้วของอาจาย์ วศิน อินทสระ  จึงขอนำมาเล่าสู่กันฟัง เผื่อว่าเป็นประโยชน์ และคลายความความสงสัย (โดยเฉพาะจิตที่ชอบคิดค้นไม่หยุด) เห็นอัศจรรย์คำสอนของพระพุทธองค์ ว่าแจ่มแจ้งเพียงใด

ว่าที่จริง ความสงสัยนี้ไม่ได้เพียงแต่เฉพาะเราที่กำลังเดินตามรอยพระบาทพระพุทธองค์เท่านั้น หากแต่พระมหาโมคคัลลานะ ได้สงสัยและถามพระสารีบุตร ไว้แต่กาลที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่
ณ เชตวัน เมื่อครั้งพระสารีบุตรได้แสดงธรรมข้อนี้แก่ภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย

พระสารีบุตรได้อธิบายว่า  
ที่เป็นดังนั้นเพราะ
คนที่มีกิเลสแต่ไม่รู้ว่ามีกิเลส ย่อมเป็นเหตุให้กิเลสเพิ่มพูนขึ้นเรื่อย ๆ (เหมือนตนเป็นโรคแต่ไม่รู้ว่าตนเป็นโรค)

ส่วนคนที่ไม่มีกิเลสแต่ไม่รู้ว่าตนไม่มีกิเลสนั้นย่อมทำให้กิเลสกำเริบขึ้นได้ ทำให้ราคะ โทสะ โมหะ กำเริบจขึ้นได้ (เหมือนคนหายโรคแล้วแต่ไม่รู้ว่าหายแล้ว เป็นคนหลง ไม่รู้ตามความเป็นจริง)

ส่วนคนมีกิเลส รู้ว่าตนมีกิเลส ย่อมมีโอกาสทำลายกิเลสให้หมดไป คนที่ไม่มีกิเลส รู้่ว่าตนไม่มีกิเลส ชื่อว่ารู้ตามความเป็นจริง

พระสารีบุตรได้แสดงตัวอย่างกิเลสที่เรียกว่า อังคณะ  คือกิเลสชนิดต่าง ๆ เกี่ยวกับโลภ โกรธ หลง และความปราถนาต่าง ๆ อันไม่เป็นธรรม เช่น ภิกษุปราถนาให้ตนได้ลาภได้ความนิยมนับถือแต่เพียงผู้เดียว  ผู้อื่นอย่าได้ เป็นต้น รวมเรียกว่า อิจฉาวจร แปลว่า ท่องเที่ยววนเวียนอยู่ในความปราถนาต่าง ๆ ไม่มีสิ้นสุด  ถ้ายังละอิจฉาวจรเหล่านี้ไม่ได้  แม้เธอจะอยู่ป่า นุ่งห่มผ้าสีเศร้าหมองแสดงตนเป็นผู้เคร่งครัด เป็นต้น  เพื่อนภิกษุด้วยกันก็หาเคารพนับถือไม่  ส่วนภิกษุผู้ละบาปอกุศลต่าง ๆ ได้ แม้จะอยู่เสนาสนะใกล้บ้าน รับนิมนต์ คือฉันอาหาร ตามที่ชาวบ้านนิมนต์ไปตามบ้าน หรือมาถวายที่วัด  ใช้จีวรที่ชาวบ้านถวาย  ซึ่งไม่ใช่บังสุกุลจีวรก็ตาม  เพื่อนภิกษุด้วยกันก็เคารพนับถือ

ภิกษุผู้ยังละบาปอกุศลอันเป็นกิเลสอยู่ในใจไม่ได้  แม้จะแสดงตนว่าเคร่งครัด น่าเลื่อมใส  ก็เป็นแค่เพียงภายนอกเท่านั้น  ส่วนภายในเต็มไปด้วยความเศร้าหมองเหมือนถาดสัมฤทธิ์ที่สวยงามภายนอก  แต่ภายในบรรจุซากศพไว้ พึงรังเกียจ น่าสะอิดสะเอียน

ส่วนภิกษุผู้ละอิจฉาวจรอันเป็นบาปอกุศลได้แล้ว  แม้จะมิได้แสดงตนว่าเคร่งครัด  แต่ภายในบริสุทธิ์สะอาดปราศจากกิเลสอันทำให้เศร้าหมอง  เปรียบเหมือนภาชนะสัมฤทธิ์หรือถาดสัมฤิทธิ์ที่สวยงามทั้งภายนอกและภายใน  มีโภชนะอันปราณีตน่าบริโภค

พระพุทธองค์ตรัสว่า  ผู้พรั่งพร้อมด้วยอิจฉาและโลภะจะเป็นสมณะได้อย่างไร เป็นได้แต่เพียงบุคคลประเภทขี้ม้า  คือเกลี้ยงเกลาแต่ภายนอก  ภายในรุงรังสกปรก เพราะฉะนั้นจึงควรระวังภายในให้ดี  ถ้าสวยทั้งภายนอกและดีทั้งภายในก็ดียิ่งขึ้น

ที่มา:  พระไตรปิฎกฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว หน้า ...อาจารย์วศิน  อินทสระ

Aug 11, 2010

Dhamma Osoth-ธรรมโอสถ ยาขนานเอกจากพระพุทธองค์ จากพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต

เพื่อนบอกอยากรู้เรื่อง ธรรมโอสถที่ฉันเคยบอกไว้ วันนี้ไปอ่านเจอประวัติพระอาจารย์มั่น จากหนังสือหลวงตามหาบัว ท่านเล่าเกี่ยวกับพระอาจารย์มั่นไว้  ธรรมโอสถของพระพุทธเจ้าเลิศ กว่ายาใด ๆ ทั้งสิ้น  รักษาได้ทั้งกาย และใจ  ไว้มีโอกาสแล้วจะเล่าประสบการณ์ให้ฟังทีหลัง


ที่มา: http://www.oknation.net/blog/stang/2009/08/07/entry-2
ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ : ตอน ๑๐ ธรรมโอสถ ๑
โดย หลวงตาพระมหาบัว ญาณสัมปันโน  วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี

"พอได้สติจากความวิตกวิจารที่ผุดขึ้นมา
ท่านก็ตัดสินใจและบอกกับตัวเองทันทีว่า
นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป
เราจะระงับโรคพรรค์นี้
ด้วยยา คือ ธรรมโอสถเท่านั้น"


Jul 18, 2010

Banned Comercial in Thailand-ความจริง เพื่อแก้ไขตัวเรา


โฆษณาชิ้นนี้ถูกแบนโดย กบว
ไม่มีคำใด ๆ อื่น เพียงแต่
วางใจเป็นกลาง กล้าที่จะยอมรับความจริง การแก้ไขก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
เริ่มที่ตัวเราก่อนเลย...ดีไหม?

Jul 16, 2010

อกุศลจิต..."ทำบุญด้วยอะไร" เพลงเก่าฟังทีไร ก็ไม่เบื่อ แถมผ่อนคลาย


เคยไม๊ ที่เราทำอะไรให้ใคร ไม่ว่าให้ความช่วยเหลือ ให้ทาน ทำบุญ  หลายครั้งที่จิตเราอดคิดไม่ได้ และอดคาดหวังไม่ได้ว่าเราจะต้องได้อะไรตอบแทน  (แม้ไม่ได้ตั้งใจให้เกิด หรือห้ามจิตไม่ให้คิดไม่ได้) อาจเกิดโทสะ หรืออาจจะอารมณ์เสียเมื่อไม่ได้อย่างหวังตามมา นี้ อกุศลจิตได้เกิดขึ้นแล้ว  แล้วเป็นไหมเมื่อตามดู เห็นจิตอกุศลเกิด ก็ให้เกิดรังเกียจ ตัวตนและจิตตัวเองขึ้นมา เพราะเป็นคนติดดี และเพราะ รู้สึกทุกข์ ที่กิเลสได้เกิดขึ้นในจิต
อย่ากังวลไปเลย  แค่ตามรู้ตามดู เมื่ออกุศลเกิด รู้ว่าอกุศลเกิด ก็เรียกได้ว่า ดี และเริ่มเห็นทางที่จะปฎิบัติให้เกิดสัมมาทิฐิแล้ว ดั่งพระผู้รู้  พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชโช ท่านยกคำสอนของพระพุทธเจ้ากล่าวให้ศิษย์ฟัง เพื่อเป็นกำลังใจในการปฎิบัติภาวนาว่า

Jun 27, 2010

วิสาขบูชา-ชาวพุทธ-โชคดี...๑


ภาพ:   พระพุทธปรินิพพาน
ศิลปิน:  กฤษณะ  สุริยกานต์  Krishana  Suriyakarn
Websie: http://thebuddhart.com

เดือนนี้ดูเหมือนจะเป็นเดือนแห่งการบอกบุญ ส่งบุญ  เพื่อนผองน้องพี่ทางไกลจากหลายทิศต่างส่ง forwarding mail มาให้ บ้างก็ส่งภาพวาดวิจิตรศิลป์เกี่ยวกับพระพุทธเจ้าคือวันวิสาขบูชา บ้างก็ส่งภาพพระพุทธรูปหลากหลายที่มาให้เพื่อเป็นพุทธบูชาบ้าง และบ้างก็บอกให้ส่งต่อแล้วจะมีโชคดี  สุดแท้ตามคติความเชื่อและจริตของแต่ละคน

หนึ่งใน forwarding mail คือภาพตอนพระพุทธเจ้าปรินิพพาน เป็นภาพวาดที่สวยงามแฝงคติธรรมเป็นอย่างดี ขออนุญาติมาแปะแบ่งกันชม  <<ค้นหาชื่อศิลปินเจ้าของภาพจากอินเทอร์เน็ตอยู่นานไม่เจอ  หากใครผ่านมาและพอจะรู้จักชื่อท่าน จะกรุณาบอกชื่อเข้ามาเพื่อเป็นเครดิตให้กับเจ้าของภาพวาดก็จะเป็นบุญ และขอขอบคุณล่วงหน้า>> ในที่สุดผู้เขียนก็พบชื่อศิลปินเจ้าของภาพวิจิตรนี้โดยบังเอิญ นามว่า กฤษณะ สุริยกานต์ Krishana  Suriyakarn   ยังมีภาพสวยงามอีกมากมายเกี่ยวกับเรื่องราวของพระพุทธองค์ ลองเข้าไปชม และอุดหนุนงานศิลปอันลำค่านี้ได้ที่ gallery ของศิลปินท่านนี้ได้ที่ The Budhart  http://thebuddhart.com/

Jun 16, 2010

เฉลี่ยความดีให้ผู้อื่นได้ชื่นชม ๑ ในมรรควิธีในการสร้างบุญ ๑๐ ประการ ที่ไม่ต้องใช้เงิน


สองวันก่อนไปถวายอาหารพระทำบุญวันคล้ายวันเกิด (ที่จริงทำบุญก็ทำได้ทุกวันอยู่แล้วเนอะ ไม่จำเป็นต้องให้ถึงวันคล้ายวันเกิดก็ได้เนอะ)  เอาเถอะ ยังไงเสียบุญนั้นก็สำเร็จแล้ว คนทำก็มีความสุข สุขทั้งก่อนทำ ระหว่างทำ และหลังจากได้ทำแล้ว  จึงอยากแบ่งปันให้เพื่อน ๆ น้อง ๆ ได้ร่วมอนุโมทนาบุญ และได้ทำบุญไปพร้อม ๆ กันด้วย เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกสองตัวเชียวนะ  แล้วอย่างไรหล่ะที่เรียกว่าได้ทำบุญ และได้บุญ ทั้ง ๆ ที่ไม่ได้ไปถวายอาหารด้วย


ว่าที่จริงแล้ว ที่สุดของบุญ/การทำบุญนั้นไม่เกี่ยวกับเงินเลย พระพุทธเจ้าตรัสไว้ เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ มีมรรควิธีในการทำดังนี้

๑.  ทำบุญด้วยการ "แบ่งปัน" วัตถุ สิ่งของ ปัจจัยสี่ หรือที่เรียกว่า "ให้ทาน" นั่นเอง รวมถึง "อภัยทาน" ด้วย
๒.  ทำบุญด้วยการ "รักษาศีล"
๓.  ทำบุญด้วยการ "เจริญจิตภาวนา"
๔.  ทำบุญด้วยการ "อ่อนน้อมถ่อมตน"
๕.  ทำบุญด้วยการ "เสียสละช่วยงานผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม"
๖.   ทำบุญด้วย "เฉลี่ยความดีให้ผู้อื่นได้ชื่นชม"  
๗.  ทำบุญด้วยการ "แสดงความยินดี เมื่อได้ทราบว่าผู้อื่นทำความดี  หรือการอนุโมทนา/ชื่่นชมความสุข ความก้าวหน้าของคนอื่น"
๘.  ทำบุญด้วย "การฟังธรรมตามกาล"
๙.  ทำบุญด้วย "การแสดงธรรม แจกจ่ายธรรม หรือธรรมทาน"
๑๐.  ทำบุญด้วย "มีสัมมาทิฐิ สัมมาทัศนะ ทำความเห็นให้ตรง  พัฒนาปัญญาให้เกิด เชื่อกฎแห่งกรรม เชื่อตามหลักและเหตุผล"   ข้อนี้พระพุทธเจ้าตรัสว่าสำคัญที่สุด คือการมีปัญญา เห็นถูกต้องตามทำนองคลองธรรม   มีความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ และโทษ สิ่งที่เป็นแก่นสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติ สิ่งอันควรละเว้น 


รวมลงโดยย่อคือ "ทาน ศีล ภาวนา"   นั่นเอง

เห็นไหม ทำบุญไม่ต้องใช้เงินสักแดงเดียวก็ได้  ก็บุญจากการอนุโมทนาบุญในการถวายอาหารพระนั่นไง หนึ่งในนั้นมีของหวานที่ทุกคนรู้จักดีด้วยหล่ะ เลยขอโพสภาพยั่วน้ำลาย (สำหรับผู้ที่ชื่นชอบของหวานแนวนี้) กลืนน้ำลาย (เอื้อก ๆ) ไป พลาง ๆ ก่อนนะ ไว้มีโอกาสจะทำให้ทานละกันนะ